โด้ปไก่ชน

 โด้ปไก่ชน

โดย ผศ.น.สพ.ดร.สมโภชน์ วีระกุล (หมอแก้ว)

วารสารคลินิกสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ

(Exotic Pets and Ornamental Fish Clinic: www.epofclinic.com)

 

การใช้โด้ปบ้านเรา ผมเคยกล่าวเอาไว้บ้างแล้ว ตั้งแต่การใช้สารกระตุ้นต่างๆ แอมเฟตามีน ทิงเจอร์ขาว (ซึ่งถือว่าแรงมาก) โกรทฮอร์โมน สเตียรอยด์ เทสโทสเตอโรน กรดอะมิโนแบบเครื่องดื่มชูกำลังทั้งหลาย สมุนไพรทั้งแท้และแฝงกาย เวย์โปรตีน บางกลุ่มมีความเชื่อเรื่องการให้เลือด ให้เครื่องใน และพื้นฐานคือการให้อาหารสูตรต่างๆ

ครั้งนี้จะกล่าวถึงโด้ปชนิดใหม่ ที่ไม่เคยมีใครรู้จักและคาดไม่ถึงว่าจะได้ใช้ในกลุ่มไก่ชน ในเมืองนอกนั้นมีการใช้กันอยู่ในไก่ชนบ้านเขา และใช้ในนกแข่งทั้งแข่งบินและแข่งร้อง แต่ในไทยยังไม่เคยมีใครเข้าใจและนำมาอภิปราย เป็นนวัตกรรมที่สัตวแพทย์ต้องเรียนรู้ เพราะฉีกกฎการใช้โด้ปและการใช้สารกระตุ้นแบบเดิมๆเสียสิ้น เพราะคนที่จะเข้าใจมันต้องเข้าใจเรื่องของการใช้พลังงาน

เข้าเรื่องกันเลยครับ...

จะเล่าแบบย่อๆ (นี่ย่อแล้วนะ) และเลือกเล่าการใช้พลังงานเพียงแค่สองแบบที่มีผลต่อการมีกำลัง และเกิดการถดถอย เมื่อร่างกายเริ่มสตาร์ทการใช้พลังงาน จะเริ่มจากการใช้พลังงานแบบฟอสฟาเจน ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาที หลังจากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการใช้พลังงานในรูปแบบ ดังนี้

การใช้พลังงานแบบแรก คือ ไกลโคไลสิส (glycolysis) เป็นกระบวนการสร้างพลังงานจากกลูโคส ในระยะเตรียมสร้างพลังงาน กลูโคสที่สะสมในร่างกายจะถูกแปลงสภาพไปเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวอื่นๆ โดยต้องเอาหมู่ฟอสเฟตเข้ามาจับ ทำให้ระยะนี้แทนที่จะได้พลังงานแต่ต้องเสียพลังงานก่อน จนไปได้เป็นกลีเซอรอลดีไฮด์3ฟอสเฟตในระยะเข้าสู่การได้พลังงาน ก่อนจะผ่านอีกหลายขั้นตอนไปเป็น “ไพรูเวต” ในไซโตพลาสสมของเซลล์

หัวใจสำคัญของการใช้พลังงานจากกลูโคสอยู่ตรงนี้ คือไพรูเวตสามารถแปลงสภาพไปได้สองทาง คือจะไปต่อใน (1) การสร้างพลังงานแบบไม่ต้องการออกซิเจน (anaerobic respiration) หรือไปอีกทางคือ (2) เป็นแบบใช้ออกซิเจน (aerobic respiration)

หากไปต่อโดยกระบวนการไร้ออกซิเจน (No O2) ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะการออกกำลังแบบเร็วๆ หรือต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ หรือการไหลเวียนเลือดเพื่อถ่ายเทออกซิเจนไม่เพียงพอ หรือจากการซ้อมที่ไม่ได้ ร่างกายจึงไม่พร้อมกับการใช้ออกซิเจน ไพรูเวตจะเปลี่ยนสภาพไปเป็นตัวร้ายๆ ได้แก่ แลคเตต (กรดแลคติก) และเอธานอล แม้ว่าจะได้พลังงาน (ATP) กลับมา 2 หน่วยเอทีพี แต่การสะสมของกรดแลคติกในร่างกาย จะทำให้เกิดความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ ยิ่งสะสมมากขึ้น จะทำให้กล้ามเนื้อไม่สามารถทำงานต่อไปได้ เกิดอาการแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อ จนไปถึงกล้ามเนื้อย่อยถูกทำลาย มากกว่านั้นกล้ามเนื้อที่ถูกทำลาย จะทำให้เกิดไมโอโกลบินจากกล้ามเนื้อหลั่งเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งตัวนี้จะไปทำลายอวัยวะหลายอวัยวะ และตัวที่ถูกทำลายอย่างรวดเร็ว ได้แก่ ไต ผลทำให้เกิดการตายภายหลังการชนไก่ได้ในอีกไม่กี่วันหรือเป็นเดือนหลังจากครั้งนั้น จะพบว่าไก่จะฟื้นตัวยาก หน้าซีด อ่อนแรง ขี้ขาวจากยูเร็ต และอาจปนเขียวจัด และค่อยๆนับถอยหลังสู่ความตาย หรือกล้ามเนื้อเสื่อมถาวร

กลับมาที่อาการที่พอจะสังเกตได้ เมื่อร่างกายเริ่มสะสมกรดแลคติก มันจะทำให้กรดแลคติกสูงขึ้นในเลือดด้วย ทำให้ร่างกายเกิดสภาวะกรดเกิน สิ่งที่ไก่ชนจะปรับตัวให้พ้นจากภาวะนี้ (ซึ่งคนและสัตว์ชนิดต่างๆ ก็มีอาการแบบเดียวกัน) คือการหายใจเร็วและแรง นั่นคือการ “หอบ” เพื่อขับเอาก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ออกมา ซึ่งก๊าซชนิดนี้เป็นส่วนหนี่งของภาวะกรดเกินในร่างกาย หากขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกได้มาก ไก่ก็จะปรับตัวสู่ภาวะปกติได้เร็ว เหมือนเวลาเราเริ่มเมื่อยล้า ถ้าร่างกายได้พัก หายใจเต็มทีหลังจากหอบ อาการของหลายคนจะเริ่มทุเลาและกลับมาวิ่งต่อได้ พอจะนึกมองเห็นภาพไก่ของเรากันได้หรือไม่

ยังไม่พอ กรดแลคติกที่เหลือต้องไปที่ตับ ใน “วัฏจักร Cori’ s cycles” เพื่อทำการแปลงสภาพกรดแลคติกกลับไปเป็นกลูโคส ทำให้ตับทำงานหนัก มีความร้อน และใช้พลังงานอีกต่างหาก

อย่างไรก็ตาม ไก่ที่ถูกฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อมาเป็นอย่างดี เช่นเดียวกับนักกีฬาที่ฝึกฝนมาอย่างหนักและรู้จักวิธีใช้กล้ามเนื้อ และการทำงานของหัวใจ เช่น นักมวย นักฟุตบอล นักวิ่งมาราธอน คนเหล่านี้จะนำออกซิเจนมาหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อได้เก่งกว่าคนไม่ฝึกซ้อมหรือฝึกน้อย ผลนี้จะช่วยทำให้ไพรูเวตไม่ถูกดึงเข้าสู่กระบวนการแบบไร้ออกซิเจน ซึ่งจะได้กรดแลคติกดังกล่าวข้างต้น ซึ่งนั่นหมายถึงการเข้าสู่กระบวนการใช้พลังงานแบบที่สอง

การใช้พลังงานแบบที่สอง คือการสร้างพลังงานที่ใช้ออกซิเจน (Yes O2) เกิดขึ้นในไมโตคอนเดรียของเซลล์ กระบวนการนี้สำคัญอย่างที่สุด เพราะได้พลังงานอย่างมหาศาลมากถึง 36 หน่วยเอทีพี ขณะที่กระบวนการรูปแบบแรกได้เพียง 2 หน่วยเอทีพี และแถมได้ตัวร้ายอย่างกรดแลคติกเข้ามาอีก โดยไพรูเวตตัวเดิมนี้ จะเปลี่ยนไปเป็นอะซิทิลโคเอแทนกรดแลคติก เข้าสู่วงจรของกรดซิตริก เรียกว่า “Krebs cycle” และมีการถ่ายตัวอิเลกตรอนเข้าสู่กระบวนการ “Electron transport” เกิดได้พลังงานรวมกันมหาศาล

นอกจากนี้ในการใช้พลังงานจากไขมัน จะไม่ผ่านไกลโคไลสิสเหมือนกลูโคส แต่จะต้องผ่านวัฏจักรเครปส์โดยตรง จึงจำเป็นต้องใช้ออกซิเจน ถ้ากระบวนการใช้พลังงานแบบนี้เกิดขึ้นไม่ได้ ไก่ชนย่อมหมดแรงง่าย และอาหารที่กินสะสมมาเพื่อกำลังก็ไร้ประโยชน์

       ดังนั้นจะเห็นว่า หากเลือกได้ทุกคนคงเลือกที่จะได้พลังงานรูปแบบที่สองนี้ เพราะยิ่งได้พลังงานในรูปแบบนี้มาก ไก่จะมีกำลังมาก แต่จะไม่หอบ ไม่เหมือนกระบวนการแรกเนื่องจากมีกรดแลคติกสะสมมากในกระแสเลือด โด้ปชนิดใหม่จึงถูกพัฒนามาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

ในปัจจุบันพบว่ามีสารบางชนิดที่สามารถดึงเข้าสู่การสร้างพลังงานแบบใช้ออกซิเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มันถูกผสมในอาหารนกแข่งและนกที่ต้องการความสวยงาม    มีชื่อว่า เบิร์ดเนอจีบูสเตอร์ (นกบิน) ใช้นกบินเพื่อบำรุงสุขภาพ ฟื้นฟูนกป่วย แต่พบว่ามีผลทำให้ไก่ชนมีพละกำลังอย่างมากและไม่หอบ แต่ถ้าจะเอาให้เต็มประสิทธิภาพในเมืองนอกจะใช้สารชนิดนี้เป็นโด้ป ในเมืองไทยพบมีผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งคือ เรชชิ่งเบิร์ด (โด้ป)  จะเห็นผลได้อย่างรวดเร็วภายในไม่ถึงนาที อาการของไก่ชนและนก จะมีอาการกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที มีพละกำลังอย่างมาก ซึ่งต่างจากการใช้นกบิน ตรงที่เรชชิ่งเบิร์ดมีจุดประสงค์เพื่อใช้ในการโด้ปอย่างตรงไปตรงมา

มาศึกษาความอัศจรรย์ของโด้ปชนิดนี้ มันคืออะไร?

มีผู้ค้นพบและค้นคว้าสารกลุ่มหนึ่งขึ้นมาเพื่อใช้เป็นตัวโด้ปที่ไม่ทำลายสุขภาพ ไม่ผิดกฎหมาย เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกล้ามเนื้อแบบใช้ออกซิเจน สารเหล่านี้จะช่วยผลิตโมเลกุลชนิดหนึ่ง คือ

N = O (X) (ในที่นี้จะเรียกว่าไนโตรเอ็กซ์ เนื่องจากอาจมีผลต่อการค้า)

วงการแพทย์เรียกสิ่งนี้ว่า “โมเลกุลชีวิต” ในช่วงปลายยุค 80 มีการค้นพบว่าโมเลกุลชนิดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งกับชีวิต หากปราศจากโมเลกุลนี้ ชีวิตจะไม่สามารถอยู่ได้ เป็นผลงานทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์ที่ให้ประโยชน์เป็นอย่างมาก และส่งผลให้ผู้ที่ค้นพบมันได้รับรางวัลโนเบิลในอีกสิบปีถัดมา มันไปมีผลกับการหมุนเวียนเลือด การปลดปล่อยก๊าซออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้เกิดการใช้พลังงานที่เหมาะสม ลดการสะสมกรดในร่างกาย ซึ่งไปทำให้หลอดเลือดมีการขยายตัว เช่นเดียวกับที่พบในกระบวนการอักเสบ แต่การไหลเวียนเลือดไปยังเนื้อเยื่อเพิ่มจะช่วยให้เซลล์มีความทนทานต่อการตายมากขึ้น

หากเป็นเรื่องของพลังงาน มันคือตัวจุดระเบิด ที่จะนำแหล่งพลังงานสำคัญคือไพรูเวต (ที่ได้จากกลุ่มแป้งและน้ำตาล) และไขมัน (ในเมืองนอกจะใช้ไขมันโครงสร้างพิเศษสำหรับการนำไปใช้โดยตรง เช่น มีใช้ในไก่ชนที่ฟิลิปปินส์ ในเมืองไทยมีจำหน่ายในอาหารนกชื่อ “เพาเวอร์เบิร์ดควิกอีเนอจี” หรือจอมพลัง) ไปใช้ในวัฏจักรเครปส์ และอิเลกตรอนทรานสปอต ซึ่งโด้ปชนิดอื่นไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ เนื่องจากกลไกการออกฤทธิ์ส่วนใหญ่เพื่อกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อ เมื่อถึงจุดหนึ่งร่างกายย่อมเมื่อยล้าลงอย่างรวดเร็วหรือเกิดการทำลายกล้ามเนื้อ

นอกจากนี้โมเลกุลชนิดนี้ ยังมีส่วนส่งเสริมสุขภาพ เช่น ทำให้ผนังหลอดเลือดคลาย หัวใจทำงานได้ดีขึ้น เลือดจึงไปเลี้ยงส่วนต่างของร่างกายได้ดี เกิดการดูดซึมสารอาหารและวิตามินได้ดีขึ้น จึงมีส่วนสำคัญในการบำรุงร่างกาย ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอทุกเซลล์ ทุกอวัยวะ ช่วยในการหายของแผล ช่วยลดความเจ็บปวด ควบคุมการอักเสบ และช่วยระบบสืบพันธุ์ทำงานได้ดีขึ้นทั้งตัวผู้และตัวเมีย เป็นต้น

นี่จึงเป็นทางเลือกใหม่ แรงดีและไม่หอบ ที่สำคัญคือมีผลดีต่อร่างกายอย่างมากมาย