ภาวะเสี่ยงตายของกระต่ายเด็กจากโรคทางเดินอาหาร ตอนที่ 1 กลุ่มโรคที่เกิดจากอาหาร (Diet-Related Diseases)

 เรื่อง ภาวะเสี่ยงตายของกระต่ายเด็กจากโรคทางเดินอาหาร

ตอนที่ 1 กลุ่มโรคที่เกิดจากอาหาร (Diet-Related Diseases)

โดย ผศ.น.สพ.ดร.สมโภชน์ วีระกุล

วารสารคลินิกสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ

(Exotic Pets and Ornamental Fish Clinic: www.epofclinic.com)

 

เป็นโรคที่มีความสำคัญมากที่สุดในโลก รวมทั้งในประเทศไทย

ปัจจุบันการเลี้ยงกระต่ายมีเพิ่มขึ้นอย่างมาก การสร้างโฆษณาชวนเชื่อย่อมเพิ่มมากขึ้น ทั้งที่การพัฒนาด้านอาหารกระต่ายเชิงสุขภาพมาถึงจุดพัฒนาค่อนข้างมาก แต่อาหารประเภทเดิมแบบย้อนยุคเน้นแป้งสูง โปรตีนสูง และกากอาหารต่ำก็ยังคงมีอยู่ และยังมีผู้พัฒนาออกมาอีกไม่น้อยเพื่อใช้ในการบำรุงขนและให้รูปร่างอ้วนกลม หน้ากลมขนฟู ทำให้นึกถึงวงการม้าในอดีตที่ใช้อาหารข้นให้กินด้วยปัจจัยเพื่อเพิ่มคุณลักษณะที่เจ้าของต้องการ นั่นย่อมหมายถึงการเกิดโรคที่เกิดจากอาหารก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างไม่มีวันจบสิ้น

ในที่นี้จะยกตัวอย่างโรค 2 กลุ่มที่เกิดขึ้นได้เสมอ โดยมักมีอาหารเป็นปัจจัยเสี่ยง

     ภาพประกอบ เป็นภาพรังสีวินิจฉัยของกระต่ายที่เกิดภาวะลำไส้อักเสบรุนแรง ในกรณีนี้จะพบการสะสมของแก๊สในส่วนของกระเพาะหมักเป็นแบบเฉพาะที่ (localized ileus) แม้จะพบกระจายในส่วนอื่นๆ ผนังของกระเพาะหมักหนาตัวขึ้น เมื่อทำการชันสูตรจะพบการอักเสบและมีการผลิตมูกมากในกระเพาะหมักและลำไส้ใหญ่ส่วนต้น กระต่ายมักจะมาพบสัตวแพทย์ด้วยอาการท้องเสียก่อนหน้าอาการไม่ขับถ่ายเลย ท้องกางและแสดงอาการเจ็บปวดช่องท้องรุนแรง ประวัติมีความเสี่ยงด้านการจัดการอาหาร

ทำความเข้าใจกับเรื่องพื้นฐาน และหน้าที่ในการปกป้องตนเองของกระต่ายกันเสียก่อน คุณทราบหรือไม่ว่า?

1    ระดับความเป็นกรดด่าง (pH) ในทางเดินอาหารของลูกกระต่ายหรือกระต่ายโตที่เริ่มกินอาหารหยาบแล้ว จะมีความเป็นกรดเท่ากับ 1-2  เนื่องจากการหมักอาหาร ทำให้จุลชีพที่ชอบกรดเท่านั้นจึงจะอาศัยอยู่ได้ และพวกก่อโรคมักจะถูกยับยั้งการเจริญเติบโต เมื่อมีการรบกวนความเป็นกรดด่างในทางเดินอาหาร เช่น การเปลี่ยนแปลงอาหารทันทีทันใด หรืออาหารกลุ่มผลไม้หรือขนมที่ใช้เสริม จึงทำให้ระดับพีเอชแกว่ง เชื้อจุลชีพที่เป็นประโยชน์ไม่สามารถทนอยู่ได้ ทำให้ตายลง ขณะที่แบคทีเรียก่อโรคเจริญขึ้นได้มากขึ้น เรียกภาวะนี้ว่าเกิด “dysbiosis” หรือเสียสมดุลจุลชีพในทางเดินอาหาร

 

ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังการให้อาหาร

 

2    ในลูกกระต่ายที่ยังกินนมแม่ จะมีความเป็นด่างในทางเดินอาหารสูงกว่า (pH = 5.0-6.5) และเป็นช่วงที่จุลชีพก่อโรคเจริญได้ดี แม่กระต่ายจึงมีการผลิตน้ำมันที่มีระดับไขมันสูงมาก เรียกว่า “milk oil” ขึ้น จากนมของแม่รวมกับเอนไซม์ในทางเดินอาหาร ซึ่งมีคุณสมบัติในการต่อต้านแบคทีเรียก่อโรคต่างๆ คล้ายกับระบบภูมิคุ้มกันในลูกสัตว์อื่นๆ ถ้าลูกไม่ได้กินนมแม่กระต่ายเพราะหย่านมเร็ว หรือไปกินนมชนิดอื่นที่ขาดการระมัดระวัง จึงทำให้ทางเดินอาหารเป็นด่างและพวกเชื้อโรคจึงเกิดขึ้นได้ง่าย ทำให้เกิดลำไส้อักเสบรุนแรงและตายในที่สุด

 

ดังนั้น จึงให้ระมัดระวังการหย่าสนมเร็ว และการเลือกนมมาใช้ทดแทน

 

3    อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตหรือแป้ง ซึ่งอาจมาจากอาหารเม็ดที่ทำมาจากธัญพืชเพื่อเร่งโตเร่งขน ขนมหรือการกินอาหารเม็ดปริมาณมาก จะดูดซึมผ่านกระเพาะอาหารได้โดยตรง ทำให้กระต่ายได้รับพลังงานมากขึ้น ผลที่ได้รับ คือ กระต่ายอาจจะไม่กินมูลอ่อนหรือมูลพวงองุ่น (cecotroph) จะทำให้ขาดพลังงานส่วนที่จำเป็นจริงๆ ขาดกรดอะมิโนและกรดไขมันที่จำเป็น และขาดไวตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น

นอกจากนี้อาหารพวกคาร์โบไฮเดรต จะถูกเชื้อครอสตริเดียม Clostridium นำไปใช้ในการสร้างสารพิษในทางเดินอาหาร (iota toxin)

 

ดังนั้น จึงต้องระวังอาหารพวกแป้ง โปรตีน และไขมันสูง หรือให้อาหารเม็ดที่ไม่เหมาะสมและในปริมาณมาก

 

4    กระต่ายไม่สามารถย่อยนมจากวัวได้ดี ซึ่งมีน้ำตาลแลคโตสเป็นส่วนประกอบ การให้นมวัวอาจจะเกิดปัญหาได้ และนมเปรี้ยวสามารถเป็นอันตรายได้

 

ดังนั้น นมไม่ใช่อาหารเสริมที่ดี แม้กระทั่งโยเกิร์ต หรือผลิตภัณฑ์ที่มีนมเป็นองค์ประกอบ

 

5    หากได้รับอาหารที่มีกากอาหารต่ำ จะมีพฤติกรรมหลายอย่างเปลี่ยนแปลง เช่น การกินพรม กินขนตัวเอง การแทะสิ่งแปลกปลอม เป็นต้น เชื่อว่าทดแทนกากอาหารที่ไม่เพียงพอ แต่กลับสร้างการอุดตันในทางเดินอาหารห