ระดับของเยื่อใยอาหารที่ได้รับคำแนะนำสำหรับกระต่ายเลี้ยง

ระดับของเยื่อใยอาหารที่ได้รับคำแนะนำสำหรับกระต่ายเลี้ยง

โดย ผศ.น.สพ.ดร. สมโภชน์ วีระกุล (หมอแก้ว)

ลิขสิทธิ์วารสารคลินิกสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ 2017

 

          เรื่องเยื่อใยอาหารถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอันดับแรกในกระต่ายเลี้ยงเป็นเพื่อน และได้รับการศึกษาให้เกิดความเข้าใจอย่างกว้างขวาง ในอดีตนั้น การแนะนำระดับของเยื่อใยอาหารจะได้รับความสำคัญน้อย เนื่องจากเป็นการเลือกใช้อาหารสำหรับกระต่ายที่เลี้ยงเพื่อใช้เนื้อ อาหารจึงมุ่งเพื่อการเจริญเติบโตที่รวดเร็วหรืออัตราการแลกเนื้อที่ดี แต่ก็ยังพบว่าระดับของเยื่อใยอาหารที่ต่ำกว่าร้อยละ 10 จะทำให้เกิดภาวะกรดในกระเพาะหมัก (cecum) กรดในกระแสเลือด และทำให้เกิดภาวะลำไส้อักเสบที่สูง และหากเยื่อใยสูงถึงร้อยละ 17 จะทำให้เกิดการแคระแกร็น กล้ามเนื้อไม่สมบูรณ์ ในช่วงนั้นจึงแนะนำระดับของเยื่อใยอาหารระหว่างร้อยละ 10-15 สำหรับกระต่ายเนื้อ (Cheeke, 1987) อาหารกระต่ายในยุคแรกจึงนิยมที่ร้อยละ 16 ในไทยจะเห็นอาหารในสูตรดั้งเดิมแบบนี้ค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามมันแตกต่างไปจากการเลี้ยงเพื่อเป็นสัตว์เลี้ยง ที่ไม่ได้ต้องการเร่งการเจริญเติบโตแต่ต้องการสุขภาพ มีสัดส่วนของร่างกายมาตรฐาน และชีวิตที่ยืนยาว การศึกษาบทบาทของเยื่อใยอาหารจึงมีความจำเป็นและสำคัญ ทั้งระดับของเยื่อใยชนิดย่อยได้ (digestible fibers) และเยื่อใยเยื่อไม่ได้ (indigestible fibers) เพราะมีอิทธิพลต่อการบีบตัวตามปกติของทางเดินอาหาร เพราะปัจจัยเสี่ยงต่อการได้รับเยื่อใยชนิดย่อยไม่ได้น้อย คือการเกิดภาวะลำไส้อืด ทำให้เกิดการเสียสมดุลของจุลชีพ และเกิดลำไส้อักเสบรุนแรงจนกระทั่งเสียชีวิต (Okerman, 1988; Lowe, 1998; Varga, 2014) ในระยะแรกๆ จึงมีการนำเสนอระดับเยื่อใยอาหารที่เหมาะสมว่าควรอยู่ในระหว่างร้อยละ 13-20 แต่ต้องมีระดับของเยื่อใยชนิดย่อยไม่ได้สูงเกือบจะเท่ากับระดับเยื่อใยหยาบทั้งหมด คือร้อยละ 12.5 ซึ่งมีอัตราที่สูง (Lowe, 1998; Harcourt-Brown, 2002) แต่ก็ยังพบปัญหาภาวะลำไส้อืดเช่นเดิม แม้ว่าจะมีอัตราที่ลดลง ต่อมามีการแนะนำเพิ่มเติมว่าควรจะอยู่ในช่วงร้อยละ 18-24 (Jenkins, 1991) อาหารในยุคหลังจึงเริ่มต้นที่ร้อยละ 18 ในเมืองนอกจะเห็นระดับนี้ เช่น Harcourt-Brown (2002) แนะนำในช่วงร้อยละ 20-25 หรือมากกว่านั้น เพราะให้สังเกตที่สุขภาพเป็นหลัก อาหารจะดีหรือไม่เหมาะสมนั้นดูจากการขับถ่ายได้ ลักษณะการขับถ่ายที่สม่ำเสมอ และมีขนาดของมูลแข็งอยู่ในช่วง 0.5-1.0 เซนติเมตร และไม่ควรพบการไม่กินมูลอ่อน (lack of cecotrophagy) ประเมินสัดส่วนและน้ำหนักประกอบ ซึ่งเห็นชัดเจนว่าหากระดับเยื่อใยอาหารต่ำกว่าร้อยละ 20 จะยังคงพบการเกิดโรคและเสี่ยงต่อการเสียชีวิต (Meredith and Flecknell, 2006) ในตำราสัตวแพทย์เฉพาะทางยังแนะนำการเลือกใช้อาหารเม็ดสำหรับกระต่ายเลี้ยง เช่น Oxbow Pet Products, (Murdock, NE) หรือ Supreme เป็นต้น (Meredith and Flecknell, 2006; Oglebee, 2006; Varga, 2014) ซึ่งอาหารจำพวกนี้อาจจะมีเยื่อใยอาหารสูงจนถึงร้อยละ 28 เกือบจะเสมือนพืชวัตถุดิบตามธรรมชาติหรือหญ้า ทั้งนี้เพื่อใช้ให้เหมาะสมกับสุขภาพป้องกันการเกิดปัญหาภาวะลำไส้อืดและเสียสมดุลจุลชีพได้ และอายุที่ยืนยาวยิ่งขึ้น ในปัจจุบันจึงมีอาหารจำนวนมากที่ใส่ใจระดับเยื่อใย มีมากมายให้เลือก ผู้เลี้ยงจึงต้องดูระดับของเยื่อใยข้างถุงประกอบเสมอ เมื่อใช้ก็ขอให้ดูผลของสุขภาพดังข้างต้น

 

          ในประเทศไทยได้เริ่มมีการศึกษาด้านโภชนาการในคลินิกอย่างจริงจัง เพราะกระต่ายที่เลี้ยงส่วนใหญ่ยังคงกินอาหารเม็ดที่มีระดับเยื่อใยอาหารต่ำกว่าที่กำหนดหรือประมาณร้อยละ 16 ทำให้กระต่ายส่วนใหญ่เสียชีวิตเร็ว ในช่วงอายุ 2-5 ปี ขณะที่กระต่ายเลี้ยงมีอายุได้ถึง 12 ปี การวิจัยในทางคลินิกพบว่าโรคระบบทางเดินอาหารเป็นโรคอันดับหนึ่ง มีอัตราการเกิดโรคเท่ากับร้อยละ 27.35 ที่ทำให้กระต่ายเสียชีวิตมากที่สุด ร้อยละ 42.39 รองลงมาคือโรคในระบบทางเดินหายใจ (Woralar, 2011) สถิติในการพบโรคทางเดินอาหารแบ่งเป็น ภาวะลำไส้อืด (Gastrointestinal hypomotility) ร้อยละ 44.62 ฟันสึกผิดปกติ (Malocclusion) ร้อยละ 27.27 ภาวะเสียสมดุลจุลชีพและลำไส้อักเสบ (Dysbiosis) ร้อยละ 21.9 ภาวะที่พบร่วมกันระหว่างลำไส้อืดและฟันสึกผิดปกติร้อยละ 7 และภาวะร่วมกันระหว่างลำไส้อืดและลำไส้อักเสบร้อยละ 4.13 (Butsurin et al., 2012) และเมื่อทำการศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบการกินของกระต่ายในปัจจุบันในคลินิก (clinical trials) พบว่ากระต่ายที่กินหญ้าน้อยกว่าร้อยละ 75 ของอาหารทั้งหมด อาหารเม็ดทีมีเยื่อใยอาหารต่ำ (20%) และมีของกินเล่น เกิดภาวะนี้มากที่สุด (57%) ขณะที่กระต่ายที่กินหญ้าเป็นหลักหรือมากกว่าร้อยละ 75 กินอาหารเม็ดที่มีกากอาหารสูงกว่าร้อยละ 20 ไม่มีของกินเล่น แทบไม่พบภาวะนี้ (1%) กระต่ายที่กินหญ้าน้อยกว่าร้อยละ 75 มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากกว่ากระต่ายกินหญ้ามากกว่าร้อยละ 75 ขึ้นไป ถึง 12.62 เท่า (relative risk) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) กระต่ายที่ได้รับอาหารเม็ดที่มีเยื่อใยอาหารต่ำ (20%) มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากกว่ากระต่ายที่ได้รับกากอาหารสูงถึง 5.29 เท่า (P<0.05) กระต่ายที่ได้รับของกินเล่นมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากกว่ากระต่ายที่ไม่ได้รับเลยถึง 5.29 เท่าเช่นเดียวกัน (P<0.05) (Butsurin et al., 2014) นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเพื่อเป็นแนวทางการตรวจวินิจฉัยโดยรังสีวินิจฉัย เพื่อเปรียบเทียบระดับเยื่อใยอาหารจากอาหารเม็ดโดยตรงสำหรับการค้นพบการเกิดโรคในระยะแรก ยังพบว่าระดับเยื่อใยอาหารที่สูงมีความจำเป็นและสำคัญ และสามารถทดแทนการกินหญ้าได้ในกระต่ายที่อยู่ในวัยชราได้มากขึ้น เพราะในวัยดังกล่าวความสามารถในการบดเคี้ยวหญ้าหรือการเจริญของฟันช้าลง การใช้อาหารที่มีระดับเยื่อใยที่เหมาะสมจะช่วยกระตุ้นการบีบตัวของทางเดินอาหารให้เป็นปกติอยู่เสมอได้

 

          นวัตกรรมใหม่ๆภายใต้ระดับเยื่อใยอาหารที่เพียงพอ

           จากการศึกษาในอดีตของ Lowe, (1998) มาจนถึง Harcourt-Brown (2002) และ Varga, (2014) ให้ความสำคัญกับระดับของสัดส่วนของเยื่อใยอาหารชนิดย่อยไม่ได้ในเยื่อใยทั้งหมด อาหารกระต่ายที่จะเกิดขึ้นในทศวรรษใหม่จึงมีแนวโน้มเปลี่ยนไปและให้ความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ได้เริ่มการศึกษาและดำเนินการทดสอบอาหารที่มีระดับเยื่อใยหยาบที่ไม่ต้องสูงมากนัก แต่ยังคงระดับที่อยู่ระดับที่เหมาะสมตามข้างต้น พบว่าอาหารที่สัตวแพทย์แนะนำส่วนใหญ่และมีผลดีต่อสุขภาพมักจะมีเยื่อใยชนิดย่อยไม่ได้เป็นตัวสำคัญซ่อนอยู่ในระดับหนึ่งเสมอ ระยะเวลามากกว่า 5 ปี จึงมีการผลิตอาหารตามแนวความคิดและสมมติฐานเรื่องสัดส่วนของเยื่อใยชนิดนี้ อาหารในไทยก็เช่นกัน กลุ่มอาหารของ Randolph โดยเฉพาะ Bunny Care – Bunny Senior – Rabbit Show – Rabbit Care เป็นอีกตัวอย่างที่เน้นสัดส่วนของเยื่อใยชนิดย่อยไม่ได้มากกว่าระดับของเยื่อใยทั้งหมด ไม่ว่าเยื่อใยหยาบ (crude fibers) จะมีค่าเท่าไร สัดส่วนของเยื่อใยชนิดย่อยไม่ได้ (indigestible fibers) ต้องรักษาสัดส่วนเอาไว้ให้ได้เสมอ ในการศึกษาจึงไม่จำเป็นต้องใช้เยื่อใย (crude fibers) ที่สูงมากเกินไป แต่ต้องคงระดับมาตรฐานเอาไว้ได้ เพื่อให้ระดับของอาหารอื่นๆ ที่ต้องการเสริมเพียงพอ เพื่อให้ผลกับการขับถ่ายที่ยังคงปกติ ป้องกันภาวะลำไส้อืดได้ ขณะที่สัตว์ต้องมีคุณสมบัติและสุขภาพที่ดีกว่าเดิมจากผลของสารอาหารต่างๆ ตามจุดประสงค์ของอาหารนั้นๆ

            สิ่งเหล่านี้ได้มีการกล่าวไว้นับตั้งแต่อดีต แต่การลงมือศึกษายังพบว่ามีน้อย อย่างไรก็ตามเชื่อว่านับแต่นี้ อาหารกระต่ายเชิงบำบัดรวมไปถึงขนมเชิงสุขภาพจะมีความหลากหลายยิ่งขึ้น