ปัญหาที่พบในเต่าเสือดาว

ปัญหาที่พบบ่อยในเต่าเสือดาว

โดย ผศ.ดร. สมโภชน์ วีระกุล (หมอแก้ว)

ลิขสิทธิ์ของวารสารคลินิกสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ พ.ศ. 2560 (25/8/2560)

สารบัญภาพ: A, B, C: เป็นภาพกระดองของเต่าเรเดียต้า (Radiata) และ D: กระดองปกติของเต่าเหลือง (Yellow tortoise)

 

            เต่าเสือดาว หรือ Leopard Tortoise ในเมืองไทย พบมีการเลี้ยงค่อนข้างมาก เชื่อว่ามีผู้สนใจเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานมากกว่า 18000 ราย และจำนวนไม่น้อยเป็นกลุ่มผู้เลี้ยงที่นิยมเต่าบกโดยเฉพาะ เต่าชนิดนี้พบทั้งสองชนิด ได้แก่ เต่าเสือดาวธรรมดาหรือบับคอคกี้ Stigmochelys pardalis babcocki และเต่าเสือดาวอัฟริกาใต้หรือพาร์ด้าหรือพาร์ดาลิส Stigmochelys pardalis pardalis มีคำภาษากรีกที่น่าสนใจเรียนรู้ เพราะบ่งบอกลักษณะเฉพาะของเต่าสายพันธุ์นี้ คือ คำว่า Stigma หมายถึงลายเป็นจุด และ Chelone หมายถึงเต่าบก เต่าชนิดนี้จึงมีลายเฉพาะเป็นจุดๆทั่วร่างกาย ทำให้คล้ายกับเสือดาว จึงมีคำสปีชีส์ว่า Pardalis ต่อท้าย แต่มักจะพบได้ชัดในเต่าที่กำลังเจริญเติบโต เมื่อโตเต็มที่สีจะเริ่มจางลง และบางตัวอาจจะเปลี่ยนเป็นสีพื้นๆ น้ำตาลหรือเทาได้ไม่ถือว่าผิดปกติ และยังแบ่งสปีชีส์ย่อยออกมาเป็นอีกสองชนิดดังข้างต้น นับว่าเป็นเต่าที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก โดยอาจมีขนาดยาวถึง 70 เซนติเมตร (โดยเฉลี่ยประมาณ 40 เซนติเมตร) และมีน้ำหนักมากถึง 40 กิโลกรัม (ปกติ 13-20 กก.)   อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าในเขตกึ่งแห้งแล้งถึงแห้งแล้ง เขตทุ่งหญ้าสะวันนา ทั้งในอัฟริกาตะวันออก ทางตอนเหนือ และใต้ เช่น ประเทศซูดาน เอธิโอเปีย แซมเบีย บอทสวานา นามิเบีย แองโกล่า โซมาเลีย เป็นต้น แต่ไม่พบในเขตป่าแถบอัฟริกากลางที่มีระดับความชื้นที่สูง จึงต้องอาศัยอาหารที่มีความแห้งหยาบหรือเยื่อใยสูงได้เป็นอย่างดี และได้น้ำจากพืชหรือใบหญ้าอ่อน พืชอวบน้ำและพวกที่มีหนาม อย่างเช่น กระบองเพชร ถึงแม้จะเรียกว่าเป็น true herbivore หรือกินพืช 100% เช่นเดียวกับเต่าบกจำนวนมากที่บางครั้งจะพบการกินซากสัตว์ และกระดูก แม้กระทั่งมูลของสัตว์ชนิดอื่นในกลุ่มผู้ล่า เพื่อเสริมแร่ธาตุที่สำคัญหลายชนิด โดยเฉพาะแคลเซียม แต่กลับพบว่ามีความสามารถในการย่อยพวกเมล็ดธัญพืชได้แย่ มีนักวิชาการกล่าวถึงเต่าชนิดนี้เมื่อถูกนำมาเลี้ยง ว่ามักจะถูกเลี้ยงไม่เหมาะสม เพราะเขาเชื่อว่าการเลี้ยงและให้อาหารที่ใกล้เคียงธรรมชาติเดิมนั้นสำคัญต่อการอยู่รอดของเต่าเสือดาว (Highfield, A. C.) พบว่าการให้อาหารที่มีความเปียกหรืออวบน้ำมากกว่าความต้องการ เช่น ผักสดต่างๆ และผลไม้มากไปทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงขึ้น แท้จริงมันไปสัมพันธ์กับสัดส่วนของอาหารหยาบที่มีระดับของเยื่อใยอาหารสูง จะลดลงเมื่อเต่าได้รับอาหารชนิดอื่น จึงเหมือนกับสัตว์กินพืชทั่วๆไปที่จะเกิดปัญหาเรื่องการขับถ่าย ที่เรียกว่า gastrointestinal hypomotility ในเต่าบกจะเรียกว่า colic ศัพท์เดียวกับในม้าหรือช้าง หรือภาวะลำไส้อืด และก่อให้เกิดการเพิ่มขึ้นของเชื้อในทางเดินอาหาร เช่น พวก flagellate protozoa ผมค่อนข้างเห็นด้วย แต่ที่พบมากกว่านั้น เขาจะเรียกว่าภาวะเสียสมดุลจุลชีพเมื่อลำไส้เกิดการบีบตัวที่ช้าลง พวกจุลชีพที่เป็นผู้ดีจะลดลง ขณะที่พวกก่อโรคจะเพิ่มจำนวนขึ้นมากมหาศาล เพราะมันมีอยู่แล้วในทางเดินอาหารแต่ถูกกลไกการป้องกันของร่างกายและจุลชีพที่เป็นประโยชน์คอยยับยั้งเอาไว้ และยังมีเรื่องที่ต้องบอกกันมากกว่านั้นอีก หากเข้าใจได้ว่าสัตว์กินพืชต้องเจออะไรบ้าง เมื่อกินไม่ถูกสัดส่วน เช่น ภาวะกรดในร่างกายที่สูงขึ้น และปัญหาที่จะพบหลังจากนั้น

นอกจากนี้นักวิชาการฝรั่งคนเดียวกัน ซึ่งเขาเป็นนักสัตววิทยาที่สนใจติดตามเต่าบกจริงจังมาก ยังให้ข้อสังเกตว่าในการเลี้ยงของผู้คนจำนวนมาก มักใส่ใจกับการเร่งการเจริญเติบโต ทำให้โตเร็วเกินไปเกิดความผิดปกติของกระดูก และมีระดับของยูเร็ตสะสมในร่างกายเพิ่มขึ้น เกิดปัญหาเรื่องเกาต์ นิ่ว และตับเสียหาย จึงอยากหยิบยกกรณีศึกษามาให้ได้ทำการศึกษากัน