วิวัฒนาการการเลี้ยงกระต่ายด้วยอาหารเม็ด

 

 

 

 

 

 

 

บทความวิชาการฉบับย่อเรื่อง...

 

 

 

 

 

 

"วิวัฒนาการการเลี้ยงกระต่ายด้วยอาหารเม็ด"
ผศ.น.สพ.ดร.สมโภชน์ วีระกุล (หมอแก้ว)

 

 

 

 

ในเมืองนอกมีการพัฒนาอาหารกระต่ายและสัตว์กินพืชต่างๆ โดยใช้หลักของกากอาหารหรือเยื่อใยอาหารมานานมากแล้ว เพราะเขาพบว่ากระต่ายเกิดปัญหาลำไส้อืดและอักเสบเป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่จะตาย และเชื่อว่าอาหารกระต่ายที่มีเยื่อใยอาหารต่ำเป็นตัวปัญหา

 

 

 

 

โดยเริ่มมีวิวัฒนาการเริ่มต้นว่า... อาหารกระต่ายที่มีเยื่อใยต่ำกว่า 10% ทำให้เกิดอาการท้องเสียและตาย จึงแนะนำที่ระดับ 16% อาหารยุคเก่าๆย้อนหลังไปหลายสิบปี จึงเป็นกลุ่มอาหารพวกนี้เรียกว่าอาหารมาตรฐาน ซึ่งโรงงานอาหารสัตว์ส่วนใหญ่ก็ยึดเอากรอบนี้ไปทำสูตรอาหาร เช่น ที่ 16-18% แต่ก็ยังพบว่าเยื่อใยอาหารนี้ไม่เพียงพออยู่ดี และพบปัญหาในกระต่ายจำนวนมาก กระต่ายที่กินอาหารเม็ดมากจึงยังคงพบการเจ็บป่วยและตาย และอายุขัยเฉลี่ยของกระต่ายสั้น ขณะนั้นยังไม่มีใครสามารถให้คำแนะนำการเลี้ยงที่เหมาะสมได้ เพียงแต่บอกว่าต้องกินหญ้าเป็นหลัก และยุคนี้ยังเป็นยุคกินผักจำนวนมาก เลี้ยงโดยขาดหลักการที่ชัดเจน แม้ว่าจะมีข้อมูลที่ต้องระมัดระวัง 

 

 

มาสู่ยุค (เริ่มประมาณ 1995-2000 จากการทบทวนวรรณกรรม) ที่เริ่มทำอาหารกระต่ายจากหญ้าเป็นหลัก และพบว่าเยื่อใยอาหารที่เพียงพอต้องมีระดับเยื่อใยหยาบ (crude fibers) เกิน 20% จึงจะปลอดภัยจริงจัง ประเทศไทยเริ่มรู้จักและใช้ในระหว่างปี 2005 โดยเริ่มมีความใส่ใจบทบาทของเยื่อใยอาหารในสัตว์กินพืชกันมากขึ้น การศึกษาในยุคนี้ถือว่ามีความเข้าใจที่ชัดเจน ผู้เลี้ยงเริ่มตระหนักในการเลี้ยงที่เหมาะสม
เริ่มเรียนรู้การเลี้ยงตามปิรามิดอาหารใหม่ มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ที่ต้องกินหญ้าเป็นหลัก ถึง 80% กินอาหารเม็ด (ที่มีเยื่อใยหยาบมากกว่า 20%) ในปริมาณ 20% ของอาหารทั้งหมด ขณะเดียวกันไม่แนะนำให้กินของกินเล่น หรือให้กินผักและผลไม้เป็นของกินเล่นแทน เพียง 5% ห้ามเกิน แต่ถ้าให้ดีไม่กินได้ก็อยู่ได้ ซึ่งขัดใจคนรุ่นเก่าที่เลี้ยงกระต่ายด้วยผักหรืออาหารเม็ดมากๆ และมีการถกเถียงกันอย่างหนัก ต่างพากันอ้างข้อมูลการเลี้ยงของตนมาสนับสนุนความคิดของตน แต่ในท้ายที่สุด ก็มีงานวิจัยออกมารองรับว่าปิรามิดอาหารที่เหมาะสมคืออะไร (งานวิจัยนี้ละเอียดมาก สามารถระบุปัจจัยเสี่ยงต่อความเจ็บป่วย แบ่งเกรดความรุนแรง และการรักษา) 
ปิรามิดอาหารที่ได้รับคำแนะนำว่าป้องกันการเกิดโรคท้องอืดและทำให้กระต่ายอายุยืนยิ่งขึ้น (มากกว่า 10 ปี) ก็คือปิรามิดอาหารนี้

มาสู่ยุคปัจจุบัน บทบาทของเยื่อใยอาหารยังมีอิทธิพลสูงสุด ไม่ว่าจะในกระต่าย ม้า วัวควาย หรือสัตว์กินพืชขนาดใหญ่ ทำให้เกิดความก้าวหน้าในการปรับปรุงและพัฒนาสูตรอาหารเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับสัตว์ โดยเฉพาะในกระต่ายย่อมเห็นได้ชัด เนื่องจากตอบสนองต่อความผิดปกติของอาหารกระต่ายที่บกพร่องได้อย่างทันทีทันใด อาหารกระต่ายจึงถึงจุดการพัฒนาการกินทดแทนหญ้าได้ 100% 
ซึ่งอาหารต้องไม่มีจุดบกพร่องและทำหน้าที่ได้เสมือนการกินหญ้าตามธรรมชาติ เช่น กระตุ้นการทำงานของทางเดินอาหารเป็นปกติเพื่อป้องกันการเกิดลำไส้อืดและอักเสบ ป้องกันภาวะเสียสมดุลจุลชีพได้ดีกว่า และยังเกิดการสึกของฟันตามธรรมชาติ ซึ่งในยุค 2000 นั้น นักวิชาการส่วนใหญ่มีความคิดว่าจะทำอาหารแบบนี้ แต่ติดด้วยไม่สามารถทำให้สัตว์เกิดพฤติกรรมการขับถ่ายและการสึกของฟันตามธรรมชาติได้ ร่วมทั้งการกินปริมาณก็ก่อให้เกิดผลเสีย 
ด้วยความก้าวหน้าด้านวิชาการที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิมว่าเยื่อใยชนิดใดทำหน้าที่อย่างใด ลักษณะทางสรีรวิทยาของสัตว์ทั้งการเคี้ยวอาหารและการทำงานของทางเดินอาหาร เครื่องมือในการผลิตที่ดียิ่งขึ้น ทำให้อาหารที่เป็นอุดมคติเกิดขึ้น เป็นจุดเริ่มต้นของการกินอาหารเม็ดเสมือนหญ้าตามที่ทุกคนปรารถนา และยังส่งเสริมสุขภาพได้ดีกว่าเดิม

 

 

 

 

 

ดังนั้นปิรามิดอาหารในบุคปัจจุบันจึงเปลี่ยนไปอย่างมาก เมื่ออาหารเม็ดทดแทนหญ้าได้ จะกินหญ้าเป็นหลักแบบเดิมก็ยังถือว่าดี จะกินอาหารเม็ดมากขึ้นก็ถือว่าเหมาะสม แถมยังปลอดภัย และส่งเสริมสุขภาพ ไปไหนมาไหนก็ไม่ต้องหอบหญ้าไปด้วย ราคาหญ้าแพงกว่าอาหารเม็ดเสียอีก